Powered By Blogger

วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2560

เข้าใจฮวงจุ้ยแก้ไขดวงชะตาที่ดี ตอนที่ 13 ตำนานที่น่าสนใจในฮวงจุ้ย

เข้าใจฮวงจุ้ยแก้ไขดวงชะตาที่ดี ตอนที่ 13

ตำนานที่น่าสนใจในฮวงจุ้ย

ซุนจงเด็กกตัญญูที่ทำแต่ความดี
ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตอนปลาย เด็กกตัญญูคนหนึ่งแซ่ซุนชื่อจง อาศัยอยู่ที่เมืองหางโจวในสถานที่แห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า “หยางผิงซาน (楊平山)” บ้านของเขายากจนมาก พ่อตายไปตั้งแต่ยังเล็ก แต่เขามีความกตัญญูต่อแม่เป็นอย่างมาก ในท้องที่นั้นมีชื่อว่า “เซี่ยวจึ (孝子 ลูกกตัญญู)” พวกเขาสองคนแม่ลูกพึ่งพาอาศัยกันเพื่อดำรงชีวิต อาศัยการปลูกแตงโมเป็นการหาเลี้ยงชีพ
มีอยู่วันหนึ่งมีชายหนุ่มหน้าตาประหลาดสามคนมาขอแตงโมกินที่หน้าแผงขายแตงโมของเขา เขามองหน้าตาที่เลอะเทอะของชายหนุ่มทั้งสามคนนี้ก็เห็นถึงลักษณะที่เหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า อีกทั้งรู้สึกถึงความกะทันหัน แต่ทว่าภายใต้จิตใจที่ดีงามของซุนจงนั้นถึงแม้ว่าจะรู้สึกแปลกๆ แต่ก็ให้แตงโมพวกเขาคนละหนึ่งชิ้น
ทั้งสามคนกินแตงโมอย่างไม่เกรงใจแม้แต่น้อย หลังจากที่กินเสร็จแล้วความกระหายก็ยังไม่หายไปจึงขอแตงโมจากซุนจงอีก ซุนจงกลับไม่ได้ลังเลเลยแม้แต่น้อย และให้แตงโมกับพวกเขาอีกคนละหนึ่งชิ้น หลังจากที่พวกเขากินเสร็จก็พูดว่า “น้องชายเจ้ามีจิตใจที่ดีงามจริงๆ พวกเราไม่มีเงินจ่ายให้ แต่ได้รับการให้ที่จริงใจจากเจ้าก็ไม่มีอะไรที่จะตอบแทน พวกเราเป็นเทพเจ้าคุมดวงชะตา เนื่องจากว่าเจ้ามีความกตัญญูต่อแม่ทำให้บนสวรรค์รู้สึกซาบซึ้ง ดังนั้นจึงส่งพวกเราทั้งสามคนมาเพื่อทดสอบเจ้า คิดไม่ถึงว่าเจ้าไม่เพียงแต่จะมีความกตัญญูต่อแม่อีกทั้งยังเป็นคนที่มีจิตใจดี ดังนั้นพวกเราจะชี้ขอแนะนำให้แก่เจ้า”
หลังจากที่ซุนจงได้ยินก็รู้สึกประหลาดใจ มีชายหนุ่มคนหนึ่งชี้ไปที่พุ่มไม้ที่ตีนเขาแล้วพูดว่า “หนุ่มน้อยภูเขาลูกนี้มีฮวงจุ้ยที่ดีมาก ภูเขาโอบน้ำล้อม มีมังกรที่แท้จริงประสานตำแหน่ง มีภูเขาอั้นซานที่สวยงาม ให้เจ้านำกระดูกของพ่อเจ้ามาฝังเอาไว้ที่บริเวณนี้ ไม่นานจะได้เป็นจักรพรรดิ”
อีกคนหนึ่งพูดต่อว่า “เจ้ารีบลงเขาไปแล้วเดินไปหนึ่งร้อยก้าวจึงค่อยหันหลังกลับมามองพวกเรา หลังจากนั้นใต้ขาที่เจ้ายืนอยู่นั้นก็คือตำแหน่งมงคลที่สามารถให้ฝังกระดูกของพ่อเจ้าได้”
ซุนจงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ภายใต้การเร่งรัดของชายหนุ่มทั้งสามซุนจงก็เดินไปยังทิศทางนั้น ซุนจงเดินไปได้ประมาณเจ็ดสิบก้าวแล้วหันหลังกลับไปมองชายหนุ่มทั้งสามคนนั้น ชายหนุ่มทั้งสามก็ถอนหายใจพร้อมกัน “เจ้าหันกลับมาเร็วเกินไป ฝังศพพ่อเจ้าเอาไว้ที่นั่นจะได้เป็นเพียงแค่กษัตริย์ที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เท่านั้น”
หลังจากนั้นชายหนุ่มทั้งสามก็กลายเป็นนกกระเรียนขาวแล้วบินหายขึ้นไปในเมฆ ขณะนี้เองซุนจงกำลังตกใจเป็นอย่างมากแล้วหันไปโบกมือบนท้องฟ้าแล้วพูดว่า “ขอบคุณสวรรค์และเทพเซียนที่แนะนำ” เขาก็จดจำที่ผืนนั้นเอาไว้แล้วเลือกวันที่เป็นมงคลในการฝังศพพ่อ ไม่นานเขาก็พาแม่ออกจากบ้านไปเพื่อไปประกอบธุรกิจการค้า
หลังจากผ่านไปหลายปี ภายใต้การทำงานอย่างขยันหมั่นเพียรซุนจงก็มีความร่ำรวยขึ้นอีกทั้งแต่งงานมีลูก วันหนึ่งเขากลับมาเซ่นไหว้พ่อยังบ้านเกิด มองเห็นที่สุสานมีไอหมอกห้าสีลอยตรงขึ้นสู่ท้องฟ้า เขารู้ว่านี่เป็นพลังมงคลของพลังมังกรกับการปกป้องคุ้มครองดวงชะตาของหยินจ๋าย
ต่อมาลูกชายของซุนจงชื่อซุนเจียนก็ได้เป็นราชาอู๋หวัง พร้อมทั้งพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้ซุนจงเป็น “จักรพรรดิอู่หวางตี้” ส่วนลูกชายของซุนเจียนชื่อซุนเฉวียนและหลานชายชื่อซุนเลี่ยงล้วนได้เป็นราชาอู๋หวังทั้งสิ้น
พลังงานของฮวงจุ้ยที่เกินเลย
เฟิงเอ้อสูญเสียพ่อตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ ดีที่เขามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ลมหนาวพัดเขาก็ไม่ไอ ฝนตกหนักเขาก็ไม่เป็นหวัด ขึ้นเขาไปเก็บฟืนหาของป่าและเป็นเด็กที่เติบโตขึ้นมีรูปร่างแข็งแรงกำยำ
เฟิงเอ้อนอกจากจะยากจนก็ไม่มีอะไรไม่ดี ร่างกายที่กำยำสูงใหญ่ทำให้เขาสามารถหาบฟืนได้ครั้งละสองถึงสามกิโลได้อย่างสบายๆ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเป็นคนที่มีจิตใจดี เหล่าคนแก่ภายในหมู่บ้านที่ขายน้ำขายฟืนเขาก็ช่วยซื้อเอาไว้หมด ถึงแม้ว่าตัวเขาเองจะจนแต่ก็เป็นคนที่มีคุณธรรม เงินที่ลำบากได้มาจากการขายของป่าก็มักจะนำมาอุดหนุนคนแก่เหล่านี้
คนแก่ในหมู่บ้านล้วนชมเชยเขาว่า “เฟิงเอ้อเจ้านี่เป็นคนดีจริงๆ คนดีควรจะมีสิ่งตอบแทนที่ดี” คนแก่ในหมู่บ้านยังพูดอีกว่าเป็นเพราะเฟิงเอ้อยากจนจึงไม่มีภรรยา แต่ระหว่างทางกลับบ้านจากไปขายฟืนที่ตลาดก็พบกับสาวขอทานที่กำลังถูกเหล่าอันธพาลกลั่นแกล้ง เขาทนไม่ได้จึงเข้าไปช่วยเหลือจนอันธพาลเหล่านี้หนีไป
เมื่อสอบจึงได้รู้ว่าสาวขอทานคนนี้ยังมีปู่ที่ป่วยมากและไม่ได้กินอะไรมาสองวันแล้วนอนรออยู่ที่วัดร้าง เฟิงเอ้อมีจิตใจที่ดีจึงกลับไปที่ตลาดกับสาวขอทาน ซื้อหมั่นโถวมากมายและยังมีไก่ย่างอีกหนึ่งตัวเพื่อให้สาวขอทานนำกลับไปให้ปู่ของเธอ และยังหยิบเงินที่เหลืออีกเล็กน้อยออกมาให้กับสาวขอทานเพื่อให้พาปู่ไปหาหมอ
เฟิงเอ้อกลับไปขายฟืนที่ตลาดอีกครั้ง ระหว่างทางกลับบ้านถูกสาวขอทานรั้งเอาไว้ ที่ศีรษะของนางมีดอกไม้สีขาว นางร้องไห้แล้วบอกว่าปู่ของนางตายแล้วและใช้เงินที่เฟิงเอ้อให้มานั้นซื้อเสื่อเก่าๆขาดๆ ผืนหนึ่งห่อตัวปู่เอาไว้และยังอยู่ที่วัดร้างนั่น ตัวนางเองไม่สามารถที่จะทำอะไรได้จึงมาขอให้เฟิงเอ้อช่วยเหลือ และบอกว่าตัวเองไม่มีที่จะไปให้เฟิงเอ้อช่วยรับนางเอาไว้ได้
เฟิงเอ้อก็เลยใช้เงินที่ขายฟืนได้มาซื้อโลงศพแล้วนำศพปู่ของนางฝังเอาไว้อย่างง่ายๆ และพาสาวขอทานกลับบ้าน เมื่อเหล่าคนแก่ในหมู่บ้านเห็นต่างก็ดีใจเป็นอย่างมากและคิดว่านี่เป็นเรื่องดีที่สวรรค์มอบให้ ก็เลยเป็นคนกลางติดต่อให้ทำให้ทั้งคู่ได้แต่งงานเป็นสามีภรรยากัน
จิตใจของแม่สาวคนนี้เหมือนกันกับเฟิงเอ้อคือเป็นคนดีและชอบช่วยเหลือผู้อื่น หลังจากที่แต่งงานแล้วเฟิงเอ้อก็ยังขึ้นเขาไปหาของป่า ส่วนภรรยาก็ทำอาหาร ปักผ้า อยู่ที่บ้าน เฟิงเอ้อก็นำไปขายที่ตลาด เวลาผ่านไปนับวันก็ยิ่งดีขึ้น แต่หลังจากที่แต่งงานกันทั้งสองก็ยังไม่มีลูก ไปหาหมอมาก็มากมายวิธีหรือเคล็ดลับอะไรก็ลองมาหมดแต่ก็ไม่ได้ผล
วันหนึ่งมีอาจารย์ฮวงจุ้ยมายังหมู่บ้านทุกคนในหมู่บ้านก็เร่งให้เฟิงเอ้อไปหาอาจารย์ฮวงจุ้ยคนนั้นดูว่าฮวงจุ้ยมีปัญหาหรือไม่ เฟิงเอ้อกลับรู้สึกว่าไม่มีอะไรแต่ภรรยาของเขากลับนั่งไม่ติด ครอบครัวนับวันจะมีแต่ดีขึ้นแต่กลับไม่มีลูกก็เลยรู้สึกว่าชีวิตขาดความน่าสนใจ เลยเชิญอาจารย์ฮวงจุ้ยมายังสุสานตระกูลเฟิง พออาจารย์ฮวงจุ้ยมาถึงแล้วมองดูก็หันกลับแล้วเดินไปโดยไม่พูดอะไรเลย
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น อาจารย์ท่านควรจะพูดอะไรบ้าง” ภรรยาเฟิงเอ้อรู้สึกร้อนรน อาจารย์ถอนหายใจแล้วพูดว่า “งั้นได้ ข้าก็จะไม่เกรงใจแล้ว สุสานแห่งนี้น่าจะมีอายุนานแล้วใช่หรือไม่” เฟิงเอ้อส่ายหัว “ข้าก็ไม่รู้ว่าสุสานนี้มาตั้งแต่เมื่อไร” คนแก่ในหมู่บ้านคนหนึ่งพูดว่า “มีอายุนานมากแล้ว น่าจะไม่ต่ำกว่าสองร้อยปี” “ใช่แล้ว ถ้าพูดกันเมื่อครั้งเริ่มต้นฮวงจุ้ยสุสานที่นี่ไม่เลว พวกเจ้าลองดู หัวสุสานของบรรพบุรุษอยู่บนแท่นที่ราบเรียบบนท้องน้ำของแม่น้ำ นั่นถือว่าเป็นฮวงจุ้ยที่ดี มีประตูที่เจริญรุ่งเรือง มีความซื่อสัตย์และจริงใจที่สืบทอดกันมาในตระกูล แต่เมื่อถึงรุ่นที่สามสุสานแห่งนี้ได้ไปอยู่ที่ใต้แท่นที่ราบเรียบ ซึ่งในตอนนี้นี่เองก็ควรทำการแก้ไขสุสานแล้ว มิฉะนั้นแล้วในแต่ละยุคสมัยก็จะสืบทอดได้เพียงแค่รุ่นเดียว เมื่อมาถึงในรุ่นใกล้ๆ นี้เองสุสานก็ถูกฝังอยู่บนท้องน้ำของแม่น้ำแล้ว ซึ่งนี่เป็นความอับจน ช่วยไม่ได้ ช่วยไม่ได้ ไม่มีลูก ดวงชะตากำหนดให้โดดเดี่ยว”
“อาจารย์ท่านช่วยพวกเราด้วยเถอะ หรือจะให้พวกเราแก้ไขสุสาน” ภรรยาของเฟิงเอ้อร้อนรน “ถ้าหากว่าแก้ไขได้ข้าก็รีบบอกให้พวกเจ้าแก้ไขแล้ว ตอนนี้ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว ถ้าหากข้าดูไม่ผิดคนที่ตายอยู่ในสุสานนี้อย่างน้อยก็มีอายุยี่สิบปีแล้ว ต่อให้ทำการแก้ไขก็จะเป็นการรบกวน ยิ่งไปกว่านั้นพื้นที่สุสานแห่งนี้อย่างน้อยๆ ก็มีร้อยกว่าสุสาน ถ้าจะแก้ก็ต้องแก้หมด ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วบรรพบุรุษก็จะไม่ยอมและจะทำให้ตกสู่ภัยพิบัติหายนะ”
“อาจารย์พูดได้ไม่ผิด ตระกูลเฟิงเดิมทีเป็นครอบครัวใหญ่ เมื่อถึงรุ่นทวดของเฟิงเอ้อก็สืบทอดกันมาเพียงแค่รุ่นเดียว เฟิงเอ้อและภรรยาทำแต่ความดีสะสมคุณงามความดีเอาไว้มากมาย ท่านก็ลองช่วยพวกเขาหน่อยเถอะ” คนชราในหมู่บ้านช่วยกันขอร้องอาจารย์ฮวงจุ้ย
อาจารย์ฮวงจุ้ยส่ายหัว “ถ้าเช่นนั้นก็ต้องดูสวรรค์ ข้าไม่สามารถช่วยอะไรได้ แต่ทว่าดีที่สุดพวกเจ้าอย่าแบกความหวังนี้เอาไว้ นอกจากว่าวันไหนที่แม่น้ำแห่งนี้ถูกถมจนเรียบแล้ว สุสานแห่งนี้ฮวงจุ้ยก็จะมา”
ภรรยาของเฟิงเอ้อกลับถึงบ้านได้แต่ถอนใจ แต่เฟิงเอ้อกลับไม่ได้คิดอะไร ควรจะผ่าฟืนก็ผ่า ควรจะไปตลาดก็ไป เขากลับคิดตกว่าชะตาชีวิตกำหนดไว้แล้ว จะคิดมากไปทำไม ในเมื่อกำหนดให้ไม่มีลูกเฟิงเอ้อจึงนำเงินที่เก็บสะสมไว้ออกมาเพื่อซ่อมแซมถนนสายหนึ่งจากหมู่บ้านขึ้นไปยังบนภูเขา เมื่อถนนซ่อมแซมเสร็จรถก็สามารถวิ่งได้ ผู้คนต่างก็ไปตัดฟืนกันได้สะดวกขึ้น
หลังจากที่ถนนซ่อมแซมเสร็จในหน้าร้อนปีที่สองนั้นฝนก็ตกหนักมากอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ตกตลอดสามวันสามคืน หลังจากฝนตกผ่านไปได้ไม่นานภรรยาของเฟิงเอ้อก็ตั้งท้อง พออาจารย์ฮวงจุ้ยได้ยินข่าวว่าภรรยาของเฟิงเอ้อตั้งท้องก็รีบมาดูที่สุสานตระกูลทันที ที่แท้แล้วฝนที่ตกหนักในตอนนั้นทำให้ดินทรายจากภูเขาไหลลงมาทำให้ท้องน้ำของแม่น้ำสูงขึ้นกว่าหนึ่งเมตร อาจารย์ฮวงจุ้ยถอนใจ “พันปีไม่เคยพบ พันปีไม่เคยพบ มติสวรรค์ มติสวรรค์ เห็นท่าคนเราจะต้องสะสมความดีเอาไว้”
ลูกของเฟิงเอ้อเฉลียวฉลาดมาตั้งแต่เล็ก ถึงแม้ว่าพ่อแม่จะรักและตามใจทุกทาง แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดความลำพอง เป็นเด็กที่เรียนดี พออายุสิบแปดก็สอบเป็นข้าราชการได้ ต่อมาก็ได้กลับมาเป็นผู้ว่าการอำเภอและให้กำเนิดลูกชายสามคน ลูกสาวสองคน นับจากนั้นตระกูลเฟิงก็กลับมาเจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้ง เฟิงเอ้อและภรรยามีอายุถึงเก้าสิบกว่าปีและจากไปอย่างสงบ
ตระกูลเยวี่ยที่ลืมตัวตนทำให้สูญเสียฮวงจุ้ย
เล่าว่าในสมัยต้นราชวงศ์ชิง มีอาจารย์ฮวงจุ้ยที่มีอายุแล้วท่านหนึ่งเนื่องจากว่าสุขภาพร่างกายที่ไม่ค่อยดี จึงขออาศัยอยู่กับครอบครัวของเยวี่ยโหมวที่หมู่บ้านเฉียนยวี่ เยวี่ยโหมวกับภรรยาเป็นคนที่โอบอ้อมอารี แม้ว่าครอบครัวจะยากจนแต่ก็ให้การต้อนรับคนแก่คนนี้อย่างอบอุ่น ให้น้ำให้ข้าวเปรียบเสมือนดั่งญาติสนิท ทำให้อาจารย์ฮวงจุ้ยท่านนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง และตัดสินใจเลือกพื้นที่ตั้งสุสานที่ดีผืนหนึ่งให้กับบรรพบุรุษตระกูลเยวี่ยเพื่อเป็นการตอบแทน
อาจารย์ฮวงจุ้ยท่านนี้ก็เลยไปหาชีพจรมังกรบริเวณแถวๆ นั้น ในที่สุดก็หาตำแหน่งประหลาดตำแหน่งหนึ่งพบที่เขาลูกเล็กๆ ลูกหนึ่ง ท่านรู้สึกปีติยินดีแต่เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วท่านก็เกิดลังเลขึ้นมา เพราะว่านี่เป็น “พื้นที่ทำลายอาจารย์ฮวงจุ้ย” ก็คือเมื่อฝังศพแล้วถึงแม้ว่าจะทำให้เจ้าของค่อยๆ เกิดความร่ำรวย แต่กลับจะทำให้ดวงตาทั้งสองของอาจารย์ฮวงจุ้ยได้รับความเสียหาย หรือก็คือเมื่อเลือกพื้นที่ผืนนี้ให้กับตระกูลเยวี่ยแล้ว ในบั้นปลายชีวิตของอาจารย์ฮวงจุ้ยเองจะต้องอยู่ในโลกแห่งความมืด เนื่องจากว่าในบริเวณใกล้ๆ ไม่มีพื้นที่ที่ดีอย่างเพียงพอ เมื่อท่านพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจนำเรื่องที่ท่านพบนี้บอกกับเยวี่ยโหมว
เดิมทีเยวี่ยโหมวเป็นชาวไร่ชาวนาซื่อๆ อีกทั้งไม่ค่อยเชื่อถือในฮวงจุ้ยก็เลยพูดว่าไม่อยากเป็นเพราะว่าความสุขของตนเองจนต้องทำให้คนชราอย่างท่านต้องสูญเสียดวงตาทั้งสองข้างไป และเนื่องจากว่าความซื่อสัตย์และเรียบง่ายนี้ทำให้อาจารย์ฮวงจุ้ยรู้สึกวางใจเป็นอย่างยิ่ง จึงพูดว่า “ข้าเป็นคนแก่โดดเดี่ยวคนหนึ่ง ถ้าหากสุขภาพอ่อนแอเช่นนี้ก็คงอยู่ได้อีกไม่นาน ถ้าพวกท่านยินยอมเฝ้าดูแลข้าจนกระทั่งตายลง ข้าก็จะเลือกพื้นที่ฮวงจุ้ยล้ำค่าผืนนี้ให้แก่ตระกูลท่าน” ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย เยวี่ยโหมวก็ตอบตกลงอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
หลังจากเวลาผ่านไปบ้านเยวี่ยก็ได้นำสุสานบรรพบุรุษย้ายมาไว้ในตำแหน่งที่อาจารย์ฮวงจุ้ยชี้แนะ เวลาผ่านไปไม่นานบ้านเยวี่ยก็ค่อยๆ ร่ำรวยขึ้น แต่หลังจากที่อาจารย์ฮวงจุ้ยเลือกตำแหน่งพื้นที่ให้แล้วก็กลับป่วยเป็นโรคตาอย่างรุนแรงซึ่งทำให้ดวงตาทั้งสองข้างเหมือนคนตาบอด
สุภาษิตว่าไว้ “เวลาผ่านไปก็จะมองเห็นจิตใจคน” ไม่รู้ว่าทำไมหลายคนลืมตัวตนได้ง่ายเหลือเกิน สมัยที่ยังยากจนก็เป็นคนดีมาก แต่พอเกิดความร่ำรวยก็เริ่มเปลี่ยนไป เยวี่ยโหมวก็เป็นดังเช่นนี้ ตอนแรกเขาก็ปฏิบัติต่ออาจารย์ฮวงจุ้ยท่านนี้ได้ไม่เลว แต่ต่อมาก็ค่อยๆ รังเกียจและไม่สนใจไยดีเหมือนว่าท่านเป็นส่วนเกิน ทุกๆ วันให้กินเพียงแค่ข้าวจืดๆ กับชารสแย่ และต่อมาแม้แต่ข้าวสามมื้อในหนึ่งวันก็ไม่ตรงเวลา ซึ่งนี่ทำให้อาจารย์ฮวงจุ้ยเต็มไปด้วยความเศร้ารันทด ไม่ดีกับตัวท่านเองท่านยังพอทนได้ แต่ได้ยินมาว่าลูกชายคนเยวี่ยโหมวก่อกรรมทำเข็ญวางอำนาจกับคนในหมู่บ้านเดียวกัน พอกลายเป็นคนรวยก็ไม่มีความเมตตากรุณา อาจารย์ฮวงจุ้ยท่านก็ค่อยๆ เกิดความเสียใจมากยิ่งขึ้น
เวลาผ่านไปหลายปี อาหารมื้อหนึ่งของในวันหนึ่งก็พลันมีเนื้อไก่ให้กิน อาจารย์ฮวงจุ้ยท่านนี้ไม่ได้กินเนื้อมานานแล้วถึงแม้จะรู้สึกว่ารสชาติแปลกๆ แต่ก็ยังตั้งหน้าตั้งตากิน ขณะนี้เองท่านได้ยินคนเรียก ก็รู้ทันทีว่าเป็นคนงานบ้านเยวี่ยชื่อเสี่ยวอู่ที่คอยดูแลท่านตลอดมา ท่านดีใจมากเลยชวนเสี่ยวอู่ให้มากินด้วยกัน เสี่ยวอู่มองไปที่เส้นผมที่ขาวโพลนและร่างกายที่ผอมซูบของท่านในใจก็เต็มไปด้วยความรู้สึกสงสาร มองซ้ายขวาไม่มีคนจึงแอบกระซิบบอกกับท่านว่า “ท่านอย่ากินจะดีกว่า ไก่ตัวนี้ป่วยตายมาหลายวันแล้ว ทุกคนไม่มีใครกล้ากิน มีแต่ท่านเท่านั้นที่ไม่รู้” เมื่ออาจารย์ฮวงจุ้ยได้ยินเช่นนี้ก็ค่อยวางตะเกียบลงอย่างช้าๆ และถอนใจพูดว่า “ต้องโทษที่ข้าไม่ดูให้ดี”
เวลาก็ผ่านไปอีก ศิษย์หลานของอาจารย์ฮวงจุ้ยท่านนี้ก็ได้มายังหมู่บ้านเฉียนยวี่ เขาได้รับคำสั่งจากอาจารย์ให้มาเยี่ยมอาจารย์ลุงและเมื่อได้รู้เรื่องว่าคนบ้านเยวี่ยลืมบุญคุณ เมื่อเป็นคนรวยก็กลายเป็นคนไม่มีเมตากรุณา จึงรู้สึกโกรธมาก ตัดสินใจว่าจะต้องทวงความยุติธรรมคืนมาให้อาจารย์ลุง ในคืนหนึ่งลูกศิษย์คนนี้ก็ได้แอบย่องไปยังบริเวณใกล้ๆ กับสุสานตระกูลเยวี่ย เขารู้เรื่องสิ่งมีอยู่ที่ลึกลับของตำแหน่งนี้ และเขาก็ต้องการทำลายฮวงจุ้ยของที่นี่
ก่อนฟ้าสางเขาเห็นที่ข้างสุสานพลันมีดอกไม้ใหญ่สีขาวดอกหนึ่งปริแตกออกมา กลิ่นหอมประหลาดโชยมาแตะจมูก ขณะเดียวกันก็มีสัตว์มีพิษอย่างแมงป่องและงูมากมายค่อยๆ มาดูดกินน้ำหวานจากดอกไม้นี้ เขาดีใจมากและรีบตรงเข้าไปเอามีดฟันดอกไม้ลงมาอย่างรวดเร็ว และรีบหมุนตัววิ่งออกไปโดยไม่หันกลับมา เมื่อวิ่งกลับไปถึงที่ที่อาจารย์ลุงอยู่ก็นำของเหลวที่ไหลออกมาจากดอกไม้สีขาวหยดลงไปที่ตาของท่าน
อาจารย์ฮวงจุ้ยรู้สึกเย็นสบายไปทั่วทั้งร่างกาย ผ่านไปสักครู่ดวงตาทั้งสองข้างก็กลับมามองเห็นอีกครั้งได้อย่างน่าอัศจรรย์ ขณะนี้เองเสียงไก่กำลังขัน ทั้งอาจารย์และศิษย์ก็รีบออกจากหมู่บ้านเฉียนยวี่ไป หลังจากนั้นไม่นานบ้านเยวี่ยก็ค่อยๆ ตกต่ำลงรุ่นแล้วรุ่นเล่า
เด็กไม่ควรถูกฝังง่ายๆตามอำเภอใจ
มีครอบครัวหนึ่งเขาไม่เชื่อในเรื่องฮวงจุ้ย เขารู้สึกว่าของเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งของที่คนอื่นนำมาใช้หลอกผู้คนและมีความงมงายเกินไป ครอบครัวของพวกเขาก็มีความสุขกันมาหลายสิบปีและไม่มีเรื่องราวใดเกิดขึ้น เพียงแต่ว่าตั้งแต่ที่พวกเขาให้กำเนิดลูกคนแรกเรื่องราวก็ดูเหมือนเริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงไป
ลูกคนแรกเป็นผู้ชายแต่อยู่ได้เพียงแค่สิบเดือนก็ไม่รู้ป่วยด้วยโรคอะไรและตายลงตั้งแต่ยังเล็ก ในช่วงเวลาตอนนั้นคนต่างจังหวัดจะฝังศพเด็กอย่างง่ายๆ ก็คือใช้เสื่อห่อเอาไว้แล้วนำไปฝังอย่างง่ายๆ (เนื่องจากครอบครัวยากจน) โดยทั่วไปแล้วจะเป็นพื้นที่ของบ้านตัวเอง หาที่ที่ไม่สะดุดตาแล้วฝังลงไป
เมื่อฝังลงไปนี้แล้วก็ไม่รู้จะพูดว่าดวงชะตาดีหรือดวงชะตาเลว เดิมทีเงื่อนไขของครอบครัวไม่ดี แต่ทว่านับตั้งแต่นั้นดวงชะตาของครอบครัวเขาก็ดีขึ้น การค้าเล็กๆ ที่พวกเขาทำนับวันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากนั้นสองปีภรรยาก็ตั้งท้องอีกครั้งนี้เป็นเด็กผู้หญิง แต่ไม่ถึงครึ่งปีเด็กก็ตาย ติดต่อกันหลายครั้งพวกเขาให้กำเนิดและเสียลูกไปทั้งหมดเจ็ดคน ทั้งหมดล้วนป่วยด้วยโรคประหลาดแล้วก็ตาย เด็กที่โตที่สุดก็มีอายุไม่ถึงสองปี ต่อมามีคนบอกให้พวกเขาไปหาอาจารย์ฮวงจุ้ย พวกเขาก็ได้ไปเชิญอาจารย์ฮวงจุ้ยที่มีชื่อเสียงมากในท้องที่ให้มาดู อาจารย์ฮวงจุ้ยเดินรอบบ้านของพวกเขาแล้วถามคำถามเล็กน้อย หลังจากนั้นก็ให้พวกเขาพาไปที่สุสานบรรพบุรุษของตระกูล หลังจากตรวจดูแล้วก็ไม่พูดอะไร แล้วก็ถามพวกเขาว่าไม่กี่ปีมานี้ยังมีพื้นที่สุสานอื่นอีกหรือไม่
พวกเขาลองคิดๆ ซึ่งก็คือที่ที่ฝังศพเด็กเหล่านั้น อาจารย์ฮวงจุ้ยก็ให้พาไปดู ที่ที่ใช้ฝังศพเด็กนั้นไม่ใหญ่มาก หลังจากดูแล้วไม่พูดอะไรก็หันหลังกลับ หลังจากถึงบ้านของพวกเขาอาจารย์ฮวงจุ้ยก็พูดกับพวกเขาว่า “ให้พวกคุณไปเปิดดูที่ที่ฝังศพเด็กคนแรก ดูแล้วมีอะไรที่ไม่ถูกต้องให้กลับมาหาฉันใหม่” คนในครอบครัวก็ไม่กล้าที่จะเฉยเมย หาคนขุดขึ้นมาดู เมื่อเห็นก็ตกใจมากกระทั่งคนขุดเองเห็นก็วิ่งหนีไป
ที่แท้แล้วเด็กที่ห่ออยู่ในเสื่อนั้นล้วนผ่านไปสิบปีแล้วแต่ยังเหมือนกับเด็กที่ยังมีชีวิตอยู่ ใบหน้ายังคงเป็นสีแดงเรื่อ นี่ถ้าหากลืมตาอยู่ผู้คนก็ต้องไม่เชื่อแน่ว่าเป็นเด็กที่ตายมาแล้วกว่าสิบปี ถ้าไม่ใช่เสื่อที่ใช้ห่อและเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่นั้นเน่าเปื่อยก็คงจะคิดว่าขุดผิดที่
หลังจากที่อาจารย์ฮวงจุ้ยมาดูก็พูดว่า “พื้นที่ตรงนี้มีพลังหยินที่รุนแรงมาก ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามที่ฝังอยู่ในพื้นที่ตรงนี้ ก็ล้วนไม่มีวันเน่าเปื่อยเป็นพันๆ ปี และยังนำมาซึ่งความโชคไม่ดีให้แก่ครอบครัวอีกด้วย อย่างเบาก็ไร้ซึ่งคนสืบสกุล อย่างหนักก็จะทำให้ครอบครัวแตกผู้คนล้มตาย” เมื่อสองสามีภรรยาได้ฟังดังนั้นก็งงตะลึงกัน และรีบถามว่าจะคลี่คลายอย่างไร อาจารย์ฮวงจุ้ยพูดว่า “พวกคุณจะต้องหาพื้นที่ผืนใหม่ให้กับเด็ก อีกทั้งจะต้องทำการฝังอย่างดี และอย่าดูถูกพื้นที่ผืนนี้ ถ้าหากพวกคุณยังไม่รีบเปลี่ยนพื้นที่ตั้งสุสานให้กับเด็กก็ไม่กล้ารับรองว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก”
เมื่อถึงตรงนี้แล้วสองสามีภรรยาก็ย้อนกลับไปคิด จริงๆ แล้วบ้านของพวกเขาก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้นไม่น้อย คนในบ้านมักจะได้ยินเสียงเด็กร้องไห้และเสียงหัวเราะในตอนกลางดึก หรือได้ยินเสียงเรียกพ่อแม่ แต่ในตอนนั้นในบ้านไม่มีเด็ก ทุกคนต่างก็เลยคิดว่าเป็นเพราะคิดอยากจะมีลูกมากจนทำให้คิดไปเอง พอถึงตอนนี้กลับมาคิดก็คือเป็นเรื่องที่มีความลึกลับ
ต่อมาคนในบ้านฝังศพเด็กตามคำแนะนำของอาจารย์ฮวงจุ้ย นับจากนั้นเป็นต้นมาครอบครัวก็มีความสุขมาก หลังจากนั้นหนึ่งปีก็มีเด็กผู้หญิงเกิดขึ้นอีกทั้งเติบโตได้อย่างมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงจนกระทั่งแต่งงานมีลูก

ติดตามต่อสัปดาห์หน้านะครับ…สวัสดีครับ
ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับฮวงจุ้ยผ่านทางเฟซบุคได้ที่ เพจฮวงจุ้ยอาจารย์หม่า
https://www.facebook.com/pages/ฮวงจุ้ยอาจารย์หม่า
วันที่ 8/03/2557 เวลา 0:36 น

ไม่มีความคิดเห็น: